คราวนี้ก็ได้ฤกษ์ที่จะเอาเพลง Bohemian Rhapsody ของ Queen มาคุยกันเสียที เพราะเพลงนี้เรียกได้ว่ามีคนสนใจมากที่สุด ทุกคอลัมน์ ของเราที่พอจะเกี่ยวข้องด้วยได้ ก็จะได้รับจดหมายจากผู้อ่าน เข้ามาขอให้พูดถึงเพลงนี้ ไม่ว่าจะเป็นลงเนื้อเพลง ความหมายของเพลง จนมาถึงคอลัมน์นี้ ซึ่งมีจุดประสงค์ดั้งเดิมที่จะพูดถึงในแง่ของภาษา
มาพูดถึงเนื้อหาโดยส่วนรวมของเพลงนี้กันเสียก่อน เป็นบทรำพึงของชายคนหนึ่ง เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แล้วก็ตกเป็นทาสของสังคมตามฟอร์ม โดยที่ธรรมชาติที่แท้จริงของเขาไม่ใช่คนเช่นนั้น แต่เพราะความรักอิสระ ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิต ปล่อยตัวล่องลอยไป ก็ตกไปอยู่ในบ่วงสังคมจนได้ ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญก็อาจจะเอาตัวรอดอยู่ได้ (มันไม่อยากแต่อย่างใดที่จะทำตัวตามไหลไปตามกระแสสังคม แต่พวกร็อคเกอร์ ศิลปิน เป็นพวกนอกคอก ไม่อาจทนอยู่ได้กับความจอมปลอมการใส่หน้ากากเข้าหากัน ตั้งแต่ตอนเช้าที่เริ่มตอกบัตรเข้าทำงาน)
แต่ชายคนนี้มีความอ่อนไหวในอารมณ์ศิลปิน ในที่สุดความขัดแย้งก็มาถึงเมื่อเขาฆ่าคนตาย!!
ความรู้สึกที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็คือ นึกถึงหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊คเรื่อง “คนนอก” (The Stranger) ของนักเขียนชาวฝรั่งเศสนามอุโฆษ อัลแบรต์ กามูส์ (นักเขียนที่มีแนวคิดอิทธิพลสูงต่อนักศึกษาปัญญาชนฮิปปี้ส์ยุค 60 ) อาจารย์อำพัน โอตระกูล นักแปลวรรณกรรมฝรั่งเศสผู้ล่วงลับเคยฝากฝีมือไว้อย่างเลื่องลือในยุคนั้น)
เนื้อหาสาระ ใกล้เคียงกัน จุดร่วมคือการ “กบถ” และต่อต้านสังคม โดยมีแนวคิดที่ว่า กฏเกณฑ์ที่สังคมคิดค้นขึ้นมาฏิบัติใช้กัน ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป หลายกฏเกณฑ์ที่เอาฉากมาบังหน้า เอากิริยาแช่มช้อยอ่อนน้อมมาเคลือบใบหน้า แต่ข้างหลังถือมีดคมกริบ พร้อมที่จะเชือดเฉือนคู่แข่งหรือเพื่อนร่วมงานให้สิ้นชีพตักษัย
“คนนอก” ให้อรรถรสในเรื่องของภาษาหนังสือ ส่วนโบฮีเมียนให้อรรถรสทางด้านภาษาดนตรี
เบื้องแรกที่สังเกตได้จากเพลงนี้คือ “ภาษา” ควีนตั้งใจที่จะใช้ภาษาและคำที่ยากๆและซับซ้อน แม้แต่การตั้งชื่อเพลง
Bohemian มาจากชื่อแคว้นโบฮีเมีย ตั้งอยู่ในเช็คโกสโลวาเกีย (สมัยที่ยังไม่แตกออกเป็นเสี่ยงๆในยุคปัจจุบัน) เดิมทีเป็นอาณาจักรที่ปกครองตนเอง ต่อมาตกเป็นส่วนหนึ่งของออสเตรีย-ฮังการี จนตกมาเป็นของเช็คโกสโลวาเกียในยุคนั้น
โบฮีเมีย เป็นทางผ่านเข้ายุโรปของพวก “ยิปซี” (Gypsy) เผ่าพันธุ์เร่ร่อนที่ไม่มีใครรู้ว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ใดกันแน่ ยิปซีและบฮีเมีย จึงมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างยิ่งในสายตาของชาวยุโรป การใช้ชีวิตที่อิสระ ไม่อยู่ในกฏเกณฑ์ของผู้อื่นใด นอกจากขนบธรรมเนียมประเพณีของตัวเองของพวกยิปซี
เพราะฉะนั้นยิปซีจึงถูกอุปโลกณ์ให้เป็นโบฮีเมียน ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวยิปซีที่ผิดแผกไปจากชาวยุโรปทั่วไป ก็กลายเป็นของพวกโบฮีเมียน ในที่สุดคำนี้ ก็ถูกนำมาใช้ในความหมายที่หมายถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความคิดอ่าน ผิดแผกไปจากคนทั่วๆไป โดยไม่จำเป็นว่าจะเป็นยิปซีหรือโบฮีเมียน
เผ่าพันธุ์ใหม่ของโบฮีเมียนนี้ ไปก่อกำเนิดที่ปารีส ฝรั่งเศส ส่วนใหญ่แล้ว คนกลุ่มนี้ เป็นพวกกวี ศิลปินทุกแขนง (อาจจะยกเว้นรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป) พวกเขาจะจับกลุ่มกัน นัดพบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแสดงผลงานของตนเฉพาะกลุ่ม โดยใช้สถานที่ใต้ถุนอาคารเป็นที่นัดพบ ไม่รังเกียจคนภายนอก แต่คนภายนอกก็ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพของพวกเขาได้
พุชชินี-คีตกวีชาวอิตาเลียน เคยนำเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้ ไปเขียนเป็นละครโอเพร่าเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง La Boheme เป็นโอเพร่าที่ทำให้คอละครคลาสสิคทั้งหลาย “มึนตึ๊บ” ไปเหมือนกัน
ตอนช่วงปลายปี 1950 ต่อ 1960 โบฮีเมียนเหล่นี้ระบาดไปยังซานฟรานซิสโก และยังคงใช้ห้องใต้ถุน ห้องใต้ดิน เป็นที่นัดพบปะ แลกเปลี่ยนอยู่เช่นเดิม คนเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า “มนุษย์ใต้ดิน” หรือ The Subteranean แต่พอวัฒนธรรมนี้ระบาดไปถึงนิว ยอร์ค ก็ถูกเรียกว่าเป็นพวก Underground จากเสียงดนตรี นักเขียนรูปบนผืนผ้าแคนวัส ก็เลยไปถึงความงดงามตามธรรมชาติเช่นดอกไม้ นั่นคือจุดกำเนิดของฮิปปี้ในเวลาต่อมา และเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “บุปผาชน” ซึ่งต่อมาก็ตามมาด้วยกัญชา ยาเสพติดประดามี และการต่อต้านสงคราม
ควีน-เริ่มต้นเพลงนี้ด้วยคำถาม ความสงสัยเกี่ยวกับชีวิต ครรลองของสังคม ความเป็นจริงและการยอมรับ จากนั้นจึงพูดถึงการฆ่าคน ซึ่งดูง่ายดายเหลือเกิน เพียงแต่เอาปืนจ่อหัว เหนี่ยวไกก็เรียบร้อย (สังเกตนะครับว่า ในยุคโน้น เรื่องของการฆ่าคน ก็เริ่มจะมีแนวโน้มโหดเหี้ยม มาถึงยุคนี้ จึงไม่มีคำบรรยาย เพราะมันกำลังจะกลายเป็นความเคยชิน ซึ่งอันตรายสุดๆ อย่าเหตุการณ์ภาคใต้ นี่ชนวนที่จะนำไปสู่สงครามศาสนา ซึ่งตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุสว่า สงครามของมนุษย์ชาติในอนาคตมีเพียงเรื่องเดียวคือสงครามศาสนา ซึ่งก่อตัวขึ้นที่ดินแดนที่มีปิรามิดทั้งหลายและจะขยายไปทั่วโลกในเวลาอัน รวดเร็ว) ชีวิตที่เพิ่งจะเริ่มต้น ต้องหลุดลอยออกจากร่าง ทั้งของคนฆ่า และคนที่ถูกฆ่า
จุดที่โดดเด่นที่สุดในเนื้อร้องคือท่อนที่บอกว่า “ฉันไม่อยากตาย บางครั้ง ฉันก็หวังว่า ฉันไม่ได้เกิดมาเลย ถ้าฉันไม่เกิดมา ฉันก็คงไม่ต้องตาย” และที่สำคัญที่สุด ก็คือไม่จำเป็นจะต้องมาทนกับการใช้ชีวิตแบบนี้ ดีหน่อยนึงที่ว่า เขาไม่ได้เรียกร้องให้ฆ่าตัวตายกันเสียทั้งหมด เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ควรจะอยู่กันต่อไป ไม่ใช่ว่าจะยอมแพ้หรือหลบลี้หนีหน้าไปเสียง่ายๆ
หลังจากนั้น ก็เป็นความสับสน กระเจิดกระเจิงของความคิดของคนที่อยู่ตามลำพังกับอารมณ์ของตัวเอง (ถ้าจะให้เข้าใจยิ่งขึ้น ควรไปหาหนังสือ “คนนอก” มาอ่านประกอบ ตอนนี้สำนักพิมพ์สามัญชน นำมาตีพิมพ์ใหม่ และถ้าอยากศึกษางานของอัลแบรต์ กามู ตอนนี้มีวางอยู่ด้วยกัน 5 เล่มคือ ความตายอันแสนสุข คนนอก กาฬวิบัติ มนุษย์สองหน้า ความเข้าใจและผู้บริสุทธิ์ แต่เตือนกันไว้ก่อนนะครับ มันอ่านยากบรรลัย ถ้าคิดว่าไม่ชอบพวกปรัชญา จิตนิยม ล่ะก้อ อย่าไปยุ่ง เพราะจะเสียสตังค์ฟรี และยุคนี้ แนวคิดแบบอัลแบรต์ กามูส ก็ไม่ค่อยจะหลงเหลือให้เห็นแล้ว และเนื้อหาของคนนอก ก็จะออกแนวนี้ ส่วนตัวผม อ่านวันละสองบรรทัด พร้อมกับกินยาพาราเซตตามอล ก่อนหลับไปพร้อมกับฝันร้ายว่า น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว!!)
คือชายคนนี้ เขาคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับรู้มา เริ่มจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเมื่อเอามาทบทวนดูแล้ว มันไม่น่าจะปะติด ปะต่อกันได้เลย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ น่าจะเคยประสบกันมาบ้างแล้ว ความคิดสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูกว่า อะไรผิด อะไรถูก อะไรคือความดี อะไรคือความเลว เพราะบางครั้งความเลวก็ถูกปั่นกระแสให้เป็นความดี และความดีถูกปั่นให้เป็นความเลว
จากเงามืด ภาพคนในความคิดของเขา เริ่มเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา “สครามุช” ตัวตลกในละครเร่ ผู้ร่ายรำไปตามท่วงทำนองดนตรีฟานดังโก้ของสเปน เสียงฝนฟ้าคะนอง “กาลิเลโอ” นักค้นคว้า นักประดิษฐ์ “ฟิกาโร” ตัวละครเอกจากโอเพร่าชื่อดัง La Nozzle Di Figaro ของโมสาร์ท ความคิดย้อนกลับมาหาตัวเองอีกครั้งหนึ่ง จากครอบครัวที่ยากจน ไร้ความอบอุ่น ปล่อยตัวตามสบาย แต่ก็ไม่มีใครยอมปล่อยให้เขาเป็นอิสระออกจากกรอบของสังคม เหมือนถูกกดดันจนต้องย้อนกลับไปหาที่พึ่งพิงของศาสนา ด้วยคำสวดของศาสนาอิสลาม และยิว
ในที่สุดก็ย้อนกลับมาถามตัวเองและสังคมว่า นี่เป็นความผิดของเขาหรือ ใครเล่าที่จะลงโทษเขาได้อย่างยุติธรรมที่สุด ท่อนนี้สำคัญเหมือนกันนะครับ เพราะ ควีน คัดลอกเอาสาระสำคัญตอนหนึ่งจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมารวมไว้ ในแบบง่ายๆที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่ประเด็นที่น่าขบคิดก็คือ เด็กหนุ่มคนนี้ อาจจะมีความคิดตรงกับพระเยซูเจ้าก็เป็นได้ เมื่อเขาร้องออกไปว่า “ท่านหรือที่จะลงโทษเรา”
ในประโยคที่บอกว่า So you think you can stone me เขาเลือกใช้คำว่า Stone ในความหมายของการลงโทษ อันเป็นการลงโทษในสมัยโบราณ ด้วยการให้คนรุมเอาหินขว้างปาผู้กระทำผิดจนถึงแก่ความตาย เมื่อพระเยซูเสด็จไปพบกับชาวเมืองกำลังจะเอาหินขว้างปา แมรี่ แม็คดาลีน หญิงผู้มากชู้ พระองค์หยิบหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง และตรัสว่า “ขอให้คนที่ปราศขากบาปในหมู่พวกเจ้าเป็นคนขว้างคนแรก” แน่นอน ไม่มีใครรับหน้าที่นี้ เพราะทุกคนรู้ตัวดีว่า ตัวเองนั้นก็มีบาปติดตัวอยู่เช่นกัน
นี่เป็นการวิเคราะห์และตีความตามเนื้อหานะครับ ส่วนแรงบันดาลใจในการแต่งนั้น ไม่เคยเห็นข้อมูล อาจจะมี แต่เราอาจพลาดที่จะติดตาม ลองไปค้นๆหาในเว็บบ์ของควีน ก็พอจะรู้เรื่องบ้างนะ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องไปปลุกเฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ ขึ้นมาจากหลุม นั่งสนทนาธรรมะร็อคกลางป่าช้า แล้วถามว่า นายแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากแรงบันดาลใจอะไร แล้วผมก็จะรินเหล้าวิสกี้พื้นเมือง 28 ดีกรี ให้เฟรดดี้ 1 จอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!
เอาล่ะครับ ผมก็หามาได้แค่นี้แหละ แต่ก็เป็นความรู้ที่ยอดเยี่ยมมาก ผมเข้าใจว่า คนเขียนน่าจะเป็นน้าทิวานี่แหละ เพราะในยุคนั้น การเขียนในเชิงวิเคราะห์เพลงแบบนี้ ก็มีน้านี่แหละที่เจ๋งสุด และผมก็จะขออนุญาตน้าทิวา เอาเพลงในคอลัมน์ “Rock For Life” มาให้อ่านกันอย่างต่อเนื่องในห้องนี้ ที่นี่ Rockerguru เราให้ความรู้ ความมันส์ มากกว่าใครจนหยดสุดท้าย....ซ่าสสสส์....ซ่าสสส์.....
เอามาจาก:
http://rockerguru.com